การทดลองทางวิทยาศาสตร์
งานบูรณาการ คลองผดุงกรุงเกษม ม.5/3
ฝ่าย วิทยาศาสตร์
การทดลองครั้งที่ 1 วัดความใสของน้ำในคลองผดุงกรุงเกษม
วันทำการทดลอง 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2546
อุปกรณ์ทดลองปฏิบัติการวัดความใสของน้ำ
1. แผ่นโลหะทองเหลืองเซคิดิสก์ 1 อัน
1. นำแผ่นโลหะทองเหลืองหยั่งลงไปในน้ำจุดที่ 1 (แยกนพวงศ์) สังเกตบริเวณสีขาวของเซคิดิสก์
2. จนกว่าจะมองไม่เห็น แล้วดังเซคิดิสก์ขึ้นมา วัดความยาวเชือกจากแผ่นจานถึงจุดที่ผิวน้ำสัมผัสทำการทดลองเช่นนี้อีก 3 ครั้ง และหาค่าเฉลี่ย
3. ทดลองอีก 2 สถานที่ ๆ กำหนดไว้
ผลการทดลอง
การทดลอง สถานที่ |
ความใส (ความลึกที่แสงส่องถึง) (หน่วย: cm.) |
|||
ครั้งที่ 1 |
ครั้งที่ 2 |
ครั้งที่ 3 |
ค่าเฉลี่ย |
|
แยกนพวงศ์ |
31.0 |
31.5 |
32.0 |
31.5 |
หน้าโรงเรียนสายปัญญา |
40.0 |
38.0 |
39.0 |
39.5 |
หลังหน่วยงานเก็บขยะทางน้ำคลองผดุง |
42.5 |
41.0 |
41.5 |
41.7 |
สรุปผลการทดลอง
มาตรฐานอยู่ที่ 5.0 - 9.0 จะเห็นได้ว่า ค่า pH ที่ได้จากน้ำแต่ละสถานที่นั้น มีค่าตรงตามมาตรฐานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติกำหนดไว้
การทดลองครั้งที่ 2 วัดความเป็นกรด-เบสของน้ำในคลองผดุงกรุงเกษม
วันทำการทดลอง 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2546
อุปกรณ์การปฏิบัติการวัดความเป็นกรดเบสของน้ำ
1. กระดาษยูนิเวอร์เซล อินดิเคเตอร์ (Universal indicator) 1 กล่อง
2. แก้วน้ำพร้อมฝา 3 ใบ
วิธีการทดลอง
1. นำแก้วน้ำ 3 ใบ ไปตักน้ำ ณ 3 สถานที่ ๆ กำหนดไว้ พร้อมทั้งเขียนสถานที่เก็บน้ำลงบนแก้วทั้ง 3 ใบ
2. นำกระดาษยูนิเวอร์เซล อินดิเคเตอร์ ออกมา 1 แผ่น แล้วจุ่มลงบนแก้วใบที่ 1 แล้วสังเกตสีของกระดาษพร้อมบันทึกผล
3. ส่วนแก้วน้ำที่จุน้ำคลองอีก 2 ใบ ก็ทำการทดลองเช่นเดียวกันกับข้อ 2. พร้อมสังเกตสีของกระดาษ และบันทึกผลที่เกิดขึ้น
ผลการทดลอง
สถานที่ |
ค่า pH |
สีที่เปลี่ยนไป (ดูบนกระดาษ U - I) |
แยกนพวงศ์ |
7 - 8 |
สีค่อนไปทางเขียวเข้ม |
หน้าโรงเรียนสายปัญญา |
6 - 7 |
เหลืองอมเขียว |
หลังหน่วยงานเก็บขยะคลองผดุง |
7 - 8 |
ค่อนไปทางสีเขียวเข้ม |
สรุปผลการทดลอง
จะเห็นได้ว่าความใสของน้ำจะเรียงจากมากไปน้อยดังนี้
· แยกนพวงศ์เฉลี่ยแล้ว 31.5 เซนติเมตร
· หน้า ร.ร. สายปัญญาเฉลี่ยแล้ว 39.5 เซนติเมตร
· หลังหน่วยงานเก็บขยะทางน้ำ 41.9 เซนติเมตร
จากข้อมูลที่ได้ หลังหน่วยงานเก็บขยะทางน้ำมีน้ำใสกว่าสองที่ๆ เหลือ แสดงว่า หน่วยงานเก็บขยะทางน้ำดูแลน้ำบริเวณนั้นเป็นอย่างดี ส่วนแยกนพวงศ์ที่อยู่บริเวณ โรงเรียนเทพศิรินทร์นั้น ความใสของน้ำต่ำสุด ใสน้อยกว่า โรงเรียนสายปัญญา 8 เซนติเมตร ซึ่งเป็นปริมาณตัวเลขที่ต่างกันค่อนข้างเยอะ
1. เทอร์โมมิเตอร์ 1 อัน
2. ปากกาหมึก 1 ด้าม
3. ไม้บรรทัด 1 อัน
1. วัดอุณหภูมิของอากาศ พร้อมบันทึกผล
2. ทำตำหนิที่เทอร์โมมิเตอร์ โดยวัดจากการแปรขึ้นมา 10 เซนติเมตร
3. จุ่มเทอร์โมมิเตอร์ลงน้ำ โดยให้รอยตำหนิตรงกับผิวน้ำพอดี รอจนกว่าปรอทคงที่ แล้วจึงบันทึกผลการทดลองที่ได้
ผลการทดลอง
สถานที่ |
เวลา |
อุณหภูมิน้ำ (ºC) |
อุณหภูมิธรรมชาติ (ºC) |
ความลึกจากผิวน้ำ (cm.) |
แยกนพวงศ์ |
14.50 น. |
29.0 |
34.5 |
10 |
หน้าโรงเรียนสายปัญญา |
15.00 น. |
28.5 |
30.0 |
10 |
หลังหน่วยงานเก็บขยะ ทางน้ำคลองผดุง |
15.20 น. |
29.0 |
32.5 |
10 |
สรุปผลการทดลอง
คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ กำหนดไว้ว่า อุณหภูมิน้ำต้องไม่สูงกว่าอุณหภูมิตามธรรมชาติเกิน 3 องศาเซลเซียส จะเห็นได้ว่า
· แยกนพวงศ์ มีอุณหภูมิตามธรรมชาติ 34.5 องศาเซลเซียส อุณหภูมิน้ำ 29 องศาเซลเซียส ผลต่าง 5.5
· หน้า ร.ร. สายปัญญา มีอุณหภูมิตามธรรมชาติ 30.0 องศาเซลเซียส อุณหภูมิน้ำ 28.5 องศาเซลเซียส ผลต่าง 1.5
· หลังหน่วยงานเก็บขยะทางน้ำ มีอุณหภูมิ 32.5 องศาเซลเซียส อุณหภูมิน้ำ 29.0 องศาเซลเซียส ผลต่าง 3.5
จะเห็นได้ว่าอุณหภูมิน้ำไม่สูงกว่าอุณหภูมิตามธรรมชาติเลย อุณหภูมิของน้ำ ณ สถานที่หลังหน่วยงานเก็บขยะทางน้ำมีอุณหภูมิน้ำไม่สูงกว่าอุณหภูมิธรรมชาติเกิน 3ºC ตรงตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ ส่วนหน้า ร.ร. สายปัญญา อุณหภูมิน้ำต่ำกว่าอุณหภูมิตามธรรมชาติไม่เกิน 3ºC ขาด 1.5ºC เกณฑ์ไม่ได้มาตรฐานที่กำหนดไว้
การทดลองครั้งที่ 4 การทดลองหาค่าออกซิเจนละลายในน้ำคลองผดุงกรุงเกษม
วันทำการทดลอง 12 ธันวาคม พ.ศ. 2546
จุดประสงค์
1. สามารถหาค่าออกซิเจนละลายในน้ำโดยวิธีการทางเคมี
2. วินิจฉัยแหล่งน้ำคลองบริเวณนั้นว่าผ่านเกณฑ์มาตรฐานหรือไม่
อุปกรณ์
1. บีกเกอร์ขนาด 40 cm3 3 ใบ
2. กระบอกตวง 10 cm3 4 ใบ
3. ขวดกรวย 100 cm3 2 ใบ
4. ขวดวัดปริมาตร 250 cm3 1 ใบ
5. ช้อนตักสาร 1 อัน
6. เครื่องชั่งสาร 1 เครื่อง
7. หลอดหยด 2 อัน
8. กระบอกฉีดยา 1 อัน
9. แท่งแก้วคนสาร 1 แท่ง
10. ถุงมือยางกันสาร 1 คู่
11. เครื่องคิดเลข 1 เครื่อง
สารเคมี
1. MnSO4 2.2 mol/dm3 2 cm3 (แมงกานีสซัลเฟต)
2. KI 1 mol/dm3 2 cm3 (โพแทสเซียมไอโอไดด์)
3. H2SO4 เข้มข้น 2 cm3 (กรดซัลฟิวริก)
4. Na2S2O3 0.005 mol/dm3 100 cm3 (โซเดียมไทโอซัลเฟต)
5. แป้ง 0.5 g 1 cm3
6. NaOH 12.5 mol/dm3 2 cm3 (โซเดียมไฮดรอกไซด์)
การเตรียมสาร
ใช้สูตร
หาปริมาณ MnSO4 ที่ใช้
จาก
g = 0.7 กรัม เติมน้ำ 2 cm3
หาปริมาณ KI ที่ใช้
จาก
g = 0.3 กรัม เติมน้ำ 2 cm3
หาปริมาณ Na2S2O3 ที่ใช้
จาก
g = 0.08 กรัม เติมน้ำ 100 cm3
หาปริมาณ NaOH ที่ใช้
จาก
g = 1 กรัม เติมน้ำ 2 cm3
ข้อควรระวัง: เติมกรดลงน้ำเสมอ ห้ามเติมน้ำลงกรด อาจระเบิดได้
นำสารแต่ละชนิดมาใส่ภาชนะ ซึ่งใส่ลงบีกเกอร์ขนาด 40 cm3 3 ใบ และกระบอกตวง 2 ใบ พร้อมเติมน้ำตามที่กำหนดไว้แล้วคนสารด้วยแท่งแก้ว
วิธีการทดลอง
1. เก็บน้ำตัวอย่าง 250 cm3 ใส่ขวดวัดปริมาตรพร้อมปิดจุกให้แน่น
2. บรรจุสารละลาย MnSO4 2.2 mol/dm3 2 cm3 ลงในน้ำตัวอย่างด้วยหลอดหยด ปิดฝาให้แน่น สังเกตและบันทึกผล
3.
บรรจุสารละลาย
KI 1 mol/dm3
ใน
NaOH 12.5 mol/dm3
แล้วดูดสารที่ผสมแล้วใส่กระบอกตวงให้ได้
2 cm3
แล้วเทสารลงในขวดน้ำตัวอย่าง ปิดฝาขวดแล้วกลับขวดไปมา
ตั้งขวดเพื่อให้ตะกอนตกลงมาที่ก้นขวด ของขวด สังเกตและบันทึกผล
4. นำกรด H2So4 เข้มข้น 2 cm3 เทลงน้ำตัวอย่าง กลับขวดไปมาพร้อมบันทึกผล
5. นำสารละลายจากข้อ 4 มา 50 cm3 ใส่ในขวดรูปกรวยขนาด 100 cm3 หยดสารละลาย Na2S2O3 0.005 mol/dm3 ลงไปทีละหยด จนได้สารละลายสีเหลืองอ่อนๆ
6. เติมน้ำแป้ง 1 cm3 เพื่อใช้เป็นอินดิเคเตอร์ แล้วไทเทรตต่อไปด้วยสารละลาย Na2S2O3 ต่อไปจนสารละลายเปลี่ยนจากสีน้ำเงินเป็นไม่มีสี
7. บันทึกปริมาณสารละลาย Na2S2O3 ทั้งหมดที่ใช้ตั้งแต่เริ่มหยด ที่หนึ่ง
8. เข้าสูตรคำนวณ
ผลการทดลอง
เมื่อจุลสาร MnSO4 ลงขวดน้ำตัวอย่างเกิดสารละลายสีเหลืองอ่อนๆ
เมื่อนำ
KI + NaOH
แล้ว
เทสารลงขวดน้ำตัวอย่าง พร้อมกลับขวดตั้งทิ้งไว้จะเกิดตะกอนสีน้ำตาล
ของขวด
เมื่อนำกรด H2SO4 เทลงน้ำตัวอย่าง พบว่ามีอุณหภูมิสูงขึ้น ตะกอนสีน้ำตาลสลายไป น้ำตัวอย่างมีสีเหลืองเข้มโดยสีแปรผันตรงกับเวลา
นำน้ำตัวอย่างที่ผ่านการทดลองข้างต้น แบ่งมา 50 cm3 ใส่ขวดกรวย 100 cm3 พร้อมหยดสารละลาย Na2S2O3 ลงไปจนสารละลายสีเหลืองของน้ำตัวอย่างที่แบ่งมาจางลง
เมื่อเติมน้ำแป้งเพื่อใช้เป็นอินดิเคเตอร์ พบว่าสารละลายของน้ำตัวอย่างเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินเข้ม พร้อมตะกอนสีน้ำเงินแล้วเติมไทเทรตด้วย Na2S2O3 จนสารละลายไม่มีสี
ปริมาณสารละลาย
Na2S2O3
ที่ใช้ทั้งหมด 4.2
cm3
(ทำได้จากการนำสาร
Na2S2O3
ที่เหลือทั้งหมดมาเทออก 90
cm3
จนเหลือ
10 cm3
มาเทใส่กระบอกตวง พบว่าเหลือสาร
Na2S2O3
5.8 cm3
แสดงว่าเหลือสารรวม 95.8
cm3
นำ 100 cm3
95.8 cm3
=
4.2 cm3
ซึ่งเป็นสารละลาย
Na2S2O3
ที่ใช้ทั้งหมด)
พอได้ค่า Na2S2O3 ที่ใช้ทั้งหมด ก็สามารถหาปริมาณออกซิเจนที่ละลายในน้ำได้ดังนี้
= 0.672 mg/dm3
เนื่องจากน้ำจากแม่น้ำลำคลองไม่ควรมีออกซิเจนต่ำกว่า 4 mg/dm3 แต่ปริมาณออกซิเจนในน้ำหน้าโรงเรียนสายปัญญา มี 0.672 mg/dm3
แสดงว่า น้ำในคลองผดุงกรุงเกษมหน้า โรงเรียนสายปัญญา มีปริมาณออกซิเจนในน้ำต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้
เอกสารอ้างอิง: หนังสือเรียนวิชาเคมี เล่ม 4 ว.033 พ.ศ. 2524
ขอบคุณ อ.โสภณ เต็มอุดม
และ อ.วีรเกียรติ สิกขากูล
เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาและสนับสนุนการทดลองครั้งนี้
การทดลองครั้งที่ 5 ปฏิบัติการวัดความเร็วน้ำ
วันทำการทดลอง 6 มกราคม พ.ศ. 2547
จุดประสงค์
เพื่อหาความเร็วของน้ำโดยเฉลี่ยในช่วงคลองที่กำหนดไว้ คือบริเวณใต้สะพานนพวงษ์
สถานที่ทดลอง บริเวณใต้สะพานนพวงษ์
เวลาที่ทดลอง 15:00-15:30 น.
อุปกรณ์
1. ไม้ทรงกระบอกตันรัศมีไม่มากยาวประมาณ 1 เมตร 1 ท่อน
2. เชือกบาง (หรือด้าย) ยาวประมาณ 5 เมตร 1 เส้น
3. ลูกปิงปอง 1 ลูก
4. ลวด ยาวประมาณ 13 นิ้ว 1 เส้น
5. หลอดพลาสติก 1 หลอด
6. ตลับเมตร (หรือสายเมตร) 1 ตลับ (1 เส้น)
7. นาฬิกาจับเวลา 1 เรือน
8. กาวตราช้าง 1 หลอด
วิธีการประดิษฐ์อุปกรณ์
1. นำหลอดพลาสติกตัดแบ่งมาประมาณ 2 นิ้ว
2. หลอดพลาสติกที่ตัดมาแล้วนำมาใส่ลวดบริเวณกิ่งกลางแล้วตัดลวดและวัดขนาดดังภาพ 5.1
ภาพที่ 5.1 ขั้นตอนการประดิษฐ์อุปกรณ์ขั้นตอนที่ 2
3. นำปลายด้ายด้านหนึ่งติดหลอดให้แน่นโดยให้เส้นด้ายตั้งฉากกับหลอดด้ายพอดีและหมุนหลอดพลาสติกไปเรื่อยจนด้ายพันสุด โดยให้เหลือปลายด้ายไว้ แล้วนำปลายด้ายนั้นมาติดลูกปิงปองที่ผิวบริเวณกึ่งกลางลูกปิงปอง
4. นำอุปกรณ์จากขั้นตอนที่ 3 มามัดติดกับปลายไม้ดังภาพที่ 5.2 (ภาพจำลอง) และภาพ 5.3 (ภาพจริง)
ภาพที่ 5.2 และ 5.3 ขั้นตอนการประดิษฐ์อุปกรณ์ขั้นเสร็จสมบูรณ์
วิธีการทดลอง
1. ดึงด้ายที่ติดลูกปิงปองออกมาให้มากที่สุด
2. วัดระยะทางที่กำหนดไว้ด้วยตลับเมตร (หรือสายเมตร) ที่จุดตั้งต้นถึงจุดปลายของส่วนของคลอง พร้อมบันทึกข้อมูล
3. เหวี่ยงด้ายติดลูกปิงปองลงบนจุดตั้งต้นที่กำหนดไว้ พร้อมเริ่มจับเวลาทันทีที่ลูกกระทบผิวน้ำ
4. เมื่อลูกปิงปองลอยถึงจุดปลายของที่จุดที่กำหนดแล้วจึงหยุดจับเวลา พร้อมบันทึกผล
5. นำมาหาความเร็วเฉลี่ยโดยใช้สูตร
โดยให้... ความเร็วเฉลี่ย มีหน่วยเป็น เมตร/วินาที
ระยะทาง มีหน่วยเป็น เมตร
เวลา มีหน่วยเป็น วินาที
ผลการทดลอง
ระยะทางที่วัดได้คือ 10.81 เมตร
เวลาใช้ทั้งหมดคือ 44 วินาที
สรุปผลการทดลอง
ความเร็วที่ได้มานั้นเป็นความเร็วน้ำโดยเฉลี่ยของช่วงคลองที่กำหนดไว้ ซึ่งจะเห็นว่ามีความเร็วไม่มากนัก ซึ่งอาจเป็นผลมาจากปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม เช่น จากทิศทางลม หากทิศทางลมสวนทางกับกระแสน้ำ จะทำให้กระแสน้ำมีโอกาสช้าลงได้ หรือการกระทำของมนุษย์ เช่น การเปิด-ปิดประตูน้ำ หรือการคมนาคมทางน้ำ หากเกิดคลื่นน้ำขึ้นอาจจะช่วยให้กระแสน้ำเร็วขึ้นหรือช้าลง